กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องพึ่งยา
อายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี
ป้องกันก่อนเกิด (Prevent)
แทนการตั้งรับ (Passive)
เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Anti-Aging and Regenerative Medicine
ชะลอความเสื่อมถอยหรือความชราของร่างกาย (Anti-Aging)
ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพ (Regeneragtive Medicine)
คนยุคหนึ่ง เข้าใจว่าการ “มีสุขภาพดี” คือการ “กินอิ่ม-นอนหลับ”
หมายความว่าตราบใดที่ยังกินอิ่มท้อง นอนหลับ (ฝันบ้าง ไม่ฝันบ้าง) ตราบนั้นก็ถือว่าสุขภาพดีแล้ว
ความเข้าใจนั้นยังคงส่งต่อมาถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากยุคนี้เริ่มมีภาวะความเจ็บป่วยรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งด่วนมากยิ่งขึ้นทำให้ช่วงเวลาในการดูแลตัวเองลดน้อยลง เรากินเพิ่มเงื่อนไขที่ว่า “ไม่ต้องพึ่งยา” แถมพ่วงเข้ามาด้วย
ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า การมีสุขภาพดี คือการ “กินอิ่ม-นอนหลับ-ไม่ต้องพึ่งยา”
อย่างนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มที่จะกินไม่ได้ (อาหารไม่ย่อย ไม่เจริญอาหาร กินแล้วเกิดอาการแพ้ ฯลฯ) นอนไม่ค่อยจะหลับ (นอนหลับๆ ตื่นๆ ข่มตานอนไม่หลับ นับแกะหมดไป 3 ฟาร์มข้ามไปนับหมูในเล้าก็ยังตาสว่าง ฯลฯ) จนต้องพึ่งยา อาหารเสริม วิตามินเมื่อนั้นเราจึงบอกกับตัวเองได้ว่า “โอเค...ฉันไม่สบาย ต้องไปหาหมอแล้ว”
เมื่อนั้น คุณหมอก็ทำการวินิจฉัย จ่ายยา รักษา
จากนั้นคุณก็กลับบ้านมากินยาจนครบโดส แล้วร่างกายคุณก็กลับมาแข็งแรงดังเช่นก่อนหน้า
“ไชโย...สบายดีแล้ว”
แต่เคยถามตัวเองกันบ้างไหมครับว่า การที่ร่างกายคุณกลับมาแข็งแรง นั่นหมายความว่า “สุขภาพคุณดีจริงๆ” หรือเปล่า
หรือเป็นแค่สุขภาพคุณฟื้นคืน และรอคอยเพื่อจะเจ็บป่วยอีกครั้ง
ด้วยความเข้าใจ รูปแบบการรักษา และการดูแลสุขภาพของบ้านเรายังคงเป็นเช่นนี้ การแพทย์บ้านเราในเวลานี้จึงยังไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมเท่าไหร่ คือส่วนใหญ่แพทย์ยังคงรักษาโรคแบบ “ตั้งรับ” (Passive) หรือก็คือทำการรักษาเมื่อคนไข้มีอาการป่วยมาแล้ว ซึ่งเป็นประเพณีการรักษาโรคที่ปฏิบัติกันมาช้านาน คนป่วยเองก็คุ้นชินกับแนวทางการรักษาแบบนี้ จึงเพิกเฉยและไม่เคยค้นหาว่า สาเหตุหรือปัจจัยแท้จริงที่ทำให้เกิดโรคนั้นๆ สำหรับตัวเองคืออะไร และควรจะหาทางป้องกันหรือดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยขึ้นมาอีกได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น ถ้าไม่ไปหาหมอก็จะไปซื้อยามากินเอง เราเอาแต่ “พึ่งยา-หาหมอ” วนเวียนอยู่แบบนี้ และตลกร้ายของวิธีการดูแลสุขภาพวงจรนี้ก็คือ เราปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอก่อนแล้วจึงค่อยรักษา โดยที่เราไม่เคยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค อีกทั้งหลายๆคนต้องกินยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สุขภาพโดยรวมก็ไม่ได้ดีขึ้นนัก ไม่เพียงเท่านั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่กินยาในปริมาณที่มาก บ่อยถี่ และไม่ตรงโรค จนกลายเป็นการดื้อยาไปเสียอย่างนั้น
เมื่อการรักษาแบบดั้งเดิมทำการรักษาคนจากอาการป่วย ไม่ได้เป็นการรักษาเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน จึงเกิดการพัฒนาและนำไปสู่การดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ” (Anti-Aging หรือ Anti-Aging and Regenerative Medicineว) โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการรักษาจาก “การตั้งรับ” มาเป็น “การป้องกันและฟื้นฟู” แทน ภาษาสวยๆ เขาเรียกกันว่าเวชศาสตร์เพื่อการป้องกัน (Preventive Medicine) และเรียกแพทย์ที่ทำการรักษาด้วยหลักการนี้ว่า “หมอพรีเวนทีฟเมดิซีน” หรือ “หมอเวลเนส” (wellness) ซึ่งหมายถึงหมอที่ช่วยดูแลให้สุขภาพดีนั่นเองครับ ซึ่งการแพทย์รูปแบบนี้เป็นที่แพร่หลายในประเทศโซนยุโรปและอเมริกา มาหลายปีแล้วครับ แต่ในบ้านเรา อาจจะถือว่ายังเป็นของใหม่ หลายคนยังไม่คุ้นหู ก็ถือโอกาสมาทำความรู้จักกันตรงนี้เลยแล้วกันครับ
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า รูปแบบการรักษาถูกปรับเปลี่ยนจาก “การตั้งรับ” มาเป็น “การป้องกันและฟื้นฟู” ดังนั้น หน้าที่หลักของแพทย์ผู้เชี่ยชาญงานเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ คือการตรวจหาต้นตอปัญหาสุขภาพของคนไข้แต่ละคนเพื่อหาทางป้องกันก่อนป่วย ไปจนถึงให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นจากภายในโดยเน้นการรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกายและจิตใจพระสุขภาพของมนุษย์จะดีได้จริงๆ ร่างกายกับจิตใจต้องกอดคอพร้อมเดินไปด้วยกัน จะทิ้งขว้างใครไว้ข้างหลังไม่ได้เลย ซึ่งเมื่อจุดที่เป็นปัญหาได้รับการแก้ไขก็จะทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วยทั้งหมด
ตรงนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ว่าแพทย์ท่านไหนๆ ก็สามารถมาช่วยกำกับดูแลผู้ป่วยได้ เพียงแค่เปลี่ยนจากรักษาโรคเมื่อเกิดโรคแล้ว มาช่วยกันคิดหาวิธีป้องกันต้นเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งจะช่วยคนไข้และประเทศชาติประหยัดงบประมาณการรักษาโรคได้อีกมากมายเลยครับ
ดังนั้น หมอในยุคนี้และถัดจากนี้ไปก็จะเริ่มขยับมาทำการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพแทนครับ
จริงๆแล้ว หลัก 3 อาการ “กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องพึ่งยา” ก็เป็น Concept ตรวจเช็คสุขภาพตัวเองเบื้องต้นที่สะดวกและง่ายดีด้วยนะครับ เรายังคงใช้การมันได้ แต่หมออยากขอเสริมถึงนัยของการ “กินอิ่ม นอนหลับ” ที่ผสมระหว่างศาสตร์กับศิลป์ไว้ด้วยกัน ที่ถ้าเราทำได้ก็จะนำไปสู่ตัวถัดไปคือ “ไม่ต้องพึ่งยา” แต่ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าคืออะไร เราจะต้องกินอะไร นอนอย่างไร วันหน้าจะนำมาเสนอให้ได้อ่านกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น