วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กินยามากไป แก่ตัวไปร่างกายจะเสื่อมหนัก..ดูแลตัวเองให้อายุยืน 100 ปี

 ของฟรีไม่มีในโลก…

ยาดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย


“อ้วนแล้วไง จะไปกลัวอะไรกับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์สูง เดี๋ยวนี้เขามียาลดคอเลสเตอรอลให้แล้ว ใครมีปัญหาคอเลสเตอรอลสูงก็กินยาลดคอเลสเตอรอลไปสิ ไม่เห็นยาก“


     ต้องมีคนที่คิดอย่างนี้อยู่ในโลกโดยไม่ต้องสงสัย

     กินยาน่ะไม่ยากหรอกครับ แต่ว่าถ้าต้องกินไปนานๆ นี่มันจะดีกับร่างกายด้วยหรือเปล่า อันนี้ต้องคิดให้ดีๆ เพราะการใช้ยาอะไรก็ตาม ล้วนเป็นการรักษาที่ปลายเหตุทั้งนั้น

     อย่าถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยก็จริงครับแต่ยาทุกตัวล้วนมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรกินในระยะสั้นๆ กินให้หาย หายแล้วก็เลิกกิน เช่น ปวดหัวกินยาแก้ปวด เจ็บคอก็กินยาฆ่าเชื้อแบบนี้ไม่เป็นไร ตัวหมอเองก็สั่งยาให้คนไข้ที่มีอาการไม่สบายเหล่านี้กินอยู่บ้าง ถ้าอาการสมควร เพราะถึงจะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ก็เป็นยาที่ให้ไปกินแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้ให้กินต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

     แต่ถ้าเป็นยาที่ต้องกินแบบถาวรแล้วก็… อย่าคิดว่าไม่มีอะไรต้องแลก ไม่มีอะไรต้องเสีย ขอให้รู้ไว้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย

     การกินยาก็เช่นเดียวกันครับ ต่อให้คุณใช้สิทธิ์ได้รับยามากินฟรีๆ แต่คุณก็ต้องจ่ายคืนในทางอื่น และทางนั้นก็คือการจ่ายคืนด้วยสุขภาพของคุณเองเสียด้วย

     โดยเฉพาะยารักษาโรคเรื้อรังที่ฮิตที่สุดในบ้านเราตอนนี้ เช่น ยาลดเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยากลุ่มนี้ในเมืองนอกมีอัตราการใช้ยาลดลงเรื่อยๆ และปรับเปลี่ยนไปใช้การปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองแทนที่  (Lifestyle modification)  เนื่องจากพบปัญหาว่ายิ่งจ่ายให้ ยาก็ยิ่งงอก กล่าวคือ มาคราวนี้เอาไปครึ่งเม็ด  3 เม็ด  4 เมตร...ทำให้ได้ข้อสรุปว่าอย่าไม่สามารถทำให้โรคเหล่านี้หายขาดได้จริง ถ้ายาทำให้โรคหายไปจริง คนจะต้องหยุดกินยาแต่นี่มีแต่จะต้องเพิ่ม เพราะฉะนั้นการที่ใครกินยาพวกนี้แล้วคิดว่า ไขมัน ความดัน น้ำตาล จะดีขึ้น ล้วนเป็นการหลอกตัวเอง ส่วนใหญ่พอได้ยาไปกินครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็มักถูกเพิ่มยาอีกทั้งนั้น (เพราะไม่ได้ปรับพฤติกรรมของตัวเองร่วมด้วย) แล้วอย่างที่บอกครับว่าขึ้นชื่อว่ายา อย่าคิดว่าเป็นของได้มาฟรีๆ ไม่มีอะไรต้องเสีย กินยาลดไขมันเยอะตับก็อักเสบ กินยาลดความดันมากไตก็พัง ยิ่งมียาตัวอื่นๆ ที่ต้องกินร่วมกันไปอีก ร่างกายยิ่งเสื่อมไวขึ้น พอเข้าสู่ช่วงบั้นปลายอาจจะไม่ได้แย่เพราะโรค แต่จะแย่เพราะยาแทนก็เป็นได้ 

     ดังนั้น ในประเทศที่ตระหนักได้แล้วว่าการใช้ยากับโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดต้นเหตุยังไม่ได้แก้ คนไข้ก็มีแต่จะแย่ เพราะยาที่จ่ายให้ไป เขาจึงตัดสินใจลดการจ่ายยา และหันมาช่วยคนไข้ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทน

     ฉะนั้นเราจะแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม

  1. กลุ่มที่ป่วยเป็นโรคแล้วรับการรักษาด้วยยาอยู่

กรณีท่านต้องปรึกษาแนวทางการปรับยาพร้อมปรับตัวเองโดยมีแพทย์ผู้รักษาดูแลใกล้ชิด เพราะกรณีป่วยแล้ว อย่ามีส่วนช่วยในการรักษาชีวิตอยู่มาก การหยุดยาเลยอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หมอไม่แนะนำนะครับ

ป.ล. ในประเด็นที่หมอกล่าวมา ขอขยายความนะครับว่าหมอพยายามจะช่วยผู้ที่ยังไม่ป่วย หรือมีโอกาสป่วยในอนาคต ให้รีบกลับมารักและดูแลร่างกายของคุณก่อนจะเจ็บป่วยไป แต่ในกรณีของผู้ที่ป่วยไปแล้ว มีโรคประจำตัวที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค ไม่แนะนำให้หยุดยาใดๆทั้งสิ้น! นะครับ เพราะอย่างที่บอก ยามีประโยชน์สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยแล้ว และช่วยรักษาชีวิตให้อยู่ต่อไป ฉะนั้น ผู้ที่เจ็บป่วยมีโรคประจำตัว ถ้าจะเริ่มกลับมาดูแลร่างกาย ไม่แนะนำให้ลดหรือหยุดยา สมควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ประจำตัวก่อนทุกครั้งครับ… ด้วยความปรารถนาดีครับ

2. กลุ่มคนที่ยังแข็งแรงอยู่ แต่ต้องการที่จะให้ร่างกายที่เรารักนี้ ยังคงแข็งแรงต่อไปในอนาคต หรือมีประสบการณ์มีคนเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs)  เหล่านี้ในครอบครัว และไม่อยากให้ตัวเองหรือคนที่รักต้องเจ็บป่วยทรมานในอนาคต ตามมาฟังวิธีการป้องกันดูแลตัวเองกันครับ

     หลักการก็คือต้องรู้เท่าทันโรค เนื่องจากทุกอย่างที่เราเป็นมักมีต้นเหตุเสมอ โรคเรื้อรังอย่างเบาหวานไขมัน ความดัน ก็เช่นกัน ถ้าต้นเหตุเป็นเพราะไม่ออกกำลังกาย คุณก็ต้องไปออกกำลังกาย ต้นเหตุคือความเครียด คุณก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทำตัวเองให้เครียดน้อยลง ต้นเหตุคือตามใจปากมากเกินไป ปาร์ตี้ โต๊ะจีน เลี้ยงฉลองต่างๆไม่เคยขาด กินมาก  กินจุ กินดึก กินแต่ของมันๆ คุณก็ต้องหยุดนิสัยการกินแบบนี้แล้วไปปรับนิสัยการกินใหม่ให้ถูกต้อง… ทั้งหมดนี้คือการแก้ที่ต้นเหตุ ต้นเหตุคือที่ตัวเองก็ต้องปรับที่ตัวเองก่อน หากทำได้ ไขมัน ความดัน ทุกอย่างที่ไม่ดีก็จะลดลงไปเอง โดยไม่ต้องเอายามารักษาที่ปลายเหตุ

     ยกเว้นบางกรณี ที่คนไข้อาจมีปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนมากกว่าคนทั่วไป เช่น คนไข้ได้ให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีมาก กินทุกอย่างดีหมด กินอาหารครบ 5 หมู่ กินผักผลไม้เยอะ ไม่กินของมัน ออกกำลังกายมาก แต่ไขมันก็ยังสูงปรี๊ด ออกกำลังกายมากขึ้น ไขมันก็ยังขึ้นอยู่ อย่างนี้ก็ต้องไปดูว่าเป็นเพราะพันธุกรรมหรือเปล่า หรือการเผาผลาญผิดปกติหรือไม่ กรณีนี้แพทย์จะเข้ามาช่วยประเมินการเผาผลาญของคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญจากไทรอยด์ การเผาผลาญในตับและตับอ่อน ว่ายังมีประสิทธิภาพดีอยู่หรือเปล่า หากเห็นท่าไม่ค่อยดี สมควรให้ยาหรือให้การรักษาด้วยวิธีใด ก็ว่ากันไปเป็นรายบุคคล โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

     อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่โชคดีที่ร่างกายไม่ได้มีปัญหาซับซ้อนขนาดนั้น เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกิน-การอยู่ให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องหันไปพึ่งยาให้ร่างกายต้องบอกช้ำยิ่งไปกว่าเก่าแล้วครับ 


วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

รู้วิธี กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องพึ่งยา ก่อนสายเกินแก้

 กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องพึ่งยา

อายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี

ป้องกันก่อนเกิด (Prevent)

แทนการตั้งรับ (Passive)

เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Anti-Aging and Regenerative Medicine

ชะลอความเสื่อมถอยหรือความชราของร่างกาย (Anti-Aging)

ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพ (Regeneragtive Medicine)


      คนยุคหนึ่ง เข้าใจว่าการ “มีสุขภาพดี” คือการ “กินอิ่ม-นอนหลับ” 

หมายความว่าตราบใดที่ยังกินอิ่มท้อง นอนหลับ (ฝันบ้าง ไม่ฝันบ้าง) ตราบนั้นก็ถือว่าสุขภาพดีแล้ว

     ความเข้าใจนั้นยังคงส่งต่อมาถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากยุคนี้เริ่มมีภาวะความเจ็บป่วยรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งด่วนมากยิ่งขึ้นทำให้ช่วงเวลาในการดูแลตัวเองลดน้อยลง เรากินเพิ่มเงื่อนไขที่ว่า “ไม่ต้องพึ่งยา” แถมพ่วงเข้ามาด้วย

     ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า การมีสุขภาพดี คือการ “กินอิ่ม-นอนหลับ-ไม่ต้องพึ่งยา”

อย่างนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มที่จะกินไม่ได้ (อาหารไม่ย่อย ไม่เจริญอาหาร กินแล้วเกิดอาการแพ้ ฯลฯ) นอนไม่ค่อยจะหลับ (นอนหลับๆ ตื่นๆ ข่มตานอนไม่หลับ นับแกะหมดไป 3 ฟาร์มข้ามไปนับหมูในเล้าก็ยังตาสว่าง ฯลฯ) จนต้องพึ่งยา อาหารเสริม วิตามินเมื่อนั้นเราจึงบอกกับตัวเองได้ว่า “โอเค...ฉันไม่สบาย ต้องไปหาหมอแล้ว”

     เมื่อนั้น คุณหมอก็ทำการวินิจฉัย จ่ายยา รักษา

จากนั้นคุณก็กลับบ้านมากินยาจนครบโดส แล้วร่างกายคุณก็กลับมาแข็งแรงดังเช่นก่อนหน้า

     “ไชโย...สบายดีแล้ว”

     แต่เคยถามตัวเองกันบ้างไหมครับว่า การที่ร่างกายคุณกลับมาแข็งแรง นั่นหมายความว่า “สุขภาพคุณดีจริงๆ” หรือเปล่า

     หรือเป็นแค่สุขภาพคุณฟื้นคืน และรอคอยเพื่อจะเจ็บป่วยอีกครั้ง

     ด้วยความเข้าใจ รูปแบบการรักษา และการดูแลสุขภาพของบ้านเรายังคงเป็นเช่นนี้ การแพทย์บ้านเราในเวลานี้จึงยังไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมเท่าไหร่ คือส่วนใหญ่แพทย์ยังคงรักษาโรคแบบ “ตั้งรับ” (Passive) หรือก็คือทำการรักษาเมื่อคนไข้มีอาการป่วยมาแล้ว ซึ่งเป็นประเพณีการรักษาโรคที่ปฏิบัติกันมาช้านาน คนป่วยเองก็คุ้นชินกับแนวทางการรักษาแบบนี้ จึงเพิกเฉยและไม่เคยค้นหาว่า สาเหตุหรือปัจจัยแท้จริงที่ทำให้เกิดโรคนั้นๆ สำหรับตัวเองคืออะไร และควรจะหาทางป้องกันหรือดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยขึ้นมาอีกได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น ถ้าไม่ไปหาหมอก็จะไปซื้อยามากินเอง เราเอาแต่ “พึ่งยา-หาหมอ” วนเวียนอยู่แบบนี้ และตลกร้ายของวิธีการดูแลสุขภาพวงจรนี้ก็คือ เราปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอก่อนแล้วจึงค่อยรักษา โดยที่เราไม่เคยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค อีกทั้งหลายๆคนต้องกินยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สุขภาพโดยรวมก็ไม่ได้ดีขึ้นนัก ไม่เพียงเท่านั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่กินยาในปริมาณที่มาก บ่อยถี่ และไม่ตรงโรค จนกลายเป็นการดื้อยาไปเสียอย่างนั้น

     เมื่อการรักษาแบบดั้งเดิมทำการรักษาคนจากอาการป่วย ไม่ได้เป็นการรักษาเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน จึงเกิดการพัฒนาและนำไปสู่การดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ” (Anti-Aging หรือ Anti-Aging and Regenerative Medicineว) โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการรักษาจาก “การตั้งรับ” มาเป็น “การป้องกันและฟื้นฟู” แทน ภาษาสวยๆ เขาเรียกกันว่าเวชศาสตร์เพื่อการป้องกัน (Preventive Medicine) และเรียกแพทย์ที่ทำการรักษาด้วยหลักการนี้ว่า “หมอพรีเวนทีฟเมดิซีน” หรือ “หมอเวลเนส” (wellness)  ซึ่งหมายถึงหมอที่ช่วยดูแลให้สุขภาพดีนั่นเองครับ ซึ่งการแพทย์รูปแบบนี้เป็นที่แพร่หลายในประเทศโซนยุโรปและอเมริกา มาหลายปีแล้วครับ แต่ในบ้านเรา อาจจะถือว่ายังเป็นของใหม่ หลายคนยังไม่คุ้นหู ก็ถือโอกาสมาทำความรู้จักกันตรงนี้เลยแล้วกันครับ

     อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า รูปแบบการรักษาถูกปรับเปลี่ยนจาก “การตั้งรับ” มาเป็น “การป้องกันและฟื้นฟู” ดังนั้น หน้าที่หลักของแพทย์ผู้เชี่ยชาญงานเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ คือการตรวจหาต้นตอปัญหาสุขภาพของคนไข้แต่ละคนเพื่อหาทางป้องกันก่อนป่วย ไปจนถึงให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นจากภายในโดยเน้นการรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกายและจิตใจพระสุขภาพของมนุษย์จะดีได้จริงๆ ร่างกายกับจิตใจต้องกอดคอพร้อมเดินไปด้วยกัน จะทิ้งขว้างใครไว้ข้างหลังไม่ได้เลย ซึ่งเมื่อจุดที่เป็นปัญหาได้รับการแก้ไขก็จะทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วยทั้งหมด

     ตรงนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ว่าแพทย์ท่านไหนๆ ก็สามารถมาช่วยกำกับดูแลผู้ป่วยได้ เพียงแค่เปลี่ยนจากรักษาโรคเมื่อเกิดโรคแล้ว มาช่วยกันคิดหาวิธีป้องกันต้นเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งจะช่วยคนไข้และประเทศชาติประหยัดงบประมาณการรักษาโรคได้อีกมากมายเลยครับ

     ดังนั้น หมอในยุคนี้และถัดจากนี้ไปก็จะเริ่มขยับมาทำการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพแทนครับ

     จริงๆแล้ว หลัก 3 อาการ “กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องพึ่งยา” ก็เป็น Concept ตรวจเช็คสุขภาพตัวเองเบื้องต้นที่สะดวกและง่ายดีด้วยนะครับ เรายังคงใช้การมันได้ แต่หมออยากขอเสริมถึงนัยของการ “กินอิ่ม นอนหลับ” ที่ผสมระหว่างศาสตร์กับศิลป์ไว้ด้วยกัน ที่ถ้าเราทำได้ก็จะนำไปสู่ตัวถัดไปคือ “ไม่ต้องพึ่งยา” แต่ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าคืออะไร เราจะต้องกินอะไร นอนอย่างไร วันหน้าจะนำมาเสนอให้ได้อ่านกัน



วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไขมันในเลือดสูงการป้องกันต้องเริ่มที่ตัวเรา

 ไขมันในเลือดสูงการป้องกันต้องเริ่มที่ตัวเรา

ปัญหาไขมันเป็นเรื่องใหญ่ของคนสมัยนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามมีไม่กี่คนหรอกครับ ที่รู้ว่าควรจัดการกับไขมันในร่างกายของตัวเองอย่างไร ส่วนมากพอไปตรวจแล้วเจอว่าระดับคอเลสเตอรอลสูง ก็แก้กันง่ายๆด้วยการกินยาลดคลอเรสเตอรอล

สบายมากๆเลยใช่ไหมครับวิธีนี้ ก็แค่กินยาเอง แต่ใครเลยจะรู้ว่ายาลดคอเลสเตอรอลไม่ได้เป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวเสียทีเดียว หากยังมีด้านมืดที่หลายคนไม่ค่อยรู้ และไม่ค่อยมีใครบอกให้คุณรู้อีกด้วย

     ดังนั้นเราจึงต้องมาคุยเรื่องนี้กันสักหน่อย เพราะถ้าคุณรู้วิธีลดไขมันคอเลสเตอรอลที่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องพึ่งแต่ยา สิ่งที่ตามมาคืออายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพดังที่ทุกคนมุ่งหวัง

การมาของไขมันอันตราย

เคยตั้งข้อสงสัยกันไหมครับ ว่าไขมันตัวร้ายมันเข้ามาคุกคามคนไทยเราตอนไหน ทั้งๆที่ถ้าลองย้อนกลับไปมองอดีตเราจะเห็นว่าปัญหาไขมันหรือคอเลสเตอรอลสูงนี้ ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพสำคัญที่บรรพบุรุษของเราต้องสู้รบปรบมือกับมันเหมือนอย่างที่พวกเรากำลังเป็นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้เลย

หากย้อนกลับไปในยุคที่บ้านเมืองเรายังไม่เปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติมากมายขนาดนี้ ตอนนั้นเราคนไทยยังกินอยู่กันตามประสาคนไทย กินแกงส้ม แกงไตปลา น้ำพริก ปลาเผา ผักลวก หรือหากกินขนมหวานอย่างมากก็แค่ลอดช่อง เฉาก๊วย น้ำแข็งใส หวานเย็น…

     กินแบบนี้เรียกว่ากินแบบคนเมืองร้อน และในเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน การกินอาหารในลักษณะเช่นนี้จึงไม่ทำให้อ้วน

     แต่เมื่อวิทยาศาสตร์วิวัฒนาการไปไกล บ้านเมืองของเราเจริญขึ้น โลกที่เคยกว้างใหญ่ไปมาหาสู่กันลำบากเหมือนจะถูกย่นย่อให้เหลือเพียงโลกใบเล็กๆ วัฒนธรรมของบ้านอื่นเมืองอื่นจึงหลั่งไหลเข้ามาอย่างง่ายดายและรวดเร็ว นับจากนั้นเราก็เริ่มกินตามฝรั่ง จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนไทยเราชอบรับประทานอาหารฝรั่งกันมาก ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารคาว อาหารหวาน ขนมเค้ก เบเกอรี่ เราพาตัวเองเข้าไปสนุกสนานกับมันใหญ่โดยที่ไม่รู้ว่านั่นคือศัตรูตัวฉกาจ เป็นฆาตกรเงียบหรือที่เรียกว่า silent Killer  ที่ ค่อยๆย่องเข้ามาในบ้านเราทีละนิดทีละหน่อยและทำให้อัตราคนอ้วนในบ้านเมืองของเราพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

     ที่หมอกล่าวอย่างนี้ ไม่ใช่จะโจมตีว่าอาหารของฝรั่งไม่ดีนะครับ อาหารของเขาก็ดี แต่ในความดีนั้นมันเหมาะสำหรับคนบ้านเขาที่อาศัยอยู่ในเมืองหนาว เพราะอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยแคลอรี่เต็มไปด้วยชีส เต็มไปด้วยสิ่งที่เผาผลาญออกได้ยาก เหล่านี้จึงเหมาะกับประชากรเมืองหนาว เป็นสิ่งที่ร่างกายคนเมืองหนาวต้องการ แต่ไม่ใช่พวกเราซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมืองร้อน ถ้าเรารับของแบบนั้นเข้ามาในร่างกายมากๆ ก็มีแต่จะเกิดการสะสมของไขมัน ทำให้ไขมันไม่ดีในเลือดสูงจนกลายเป็นโรคอ้วนกันไปในที่สุด


ทันข่าว

บทความแนะนำ

ผักขี้หูด “วาซาบิเมืองไทย” ยอดอ่อน ฝักอ่อน ลวกกินกับน้ำพริกช่วยละลายนิ่ว แก้อาหารไม่ย่อย

  ผักขี้หูด “วาซาบิเมืองไทย” ยอดอ่อน ฝักอ่อน ลวกกินกับน้ำพริกช่วยละลายนิ่ว แก้อาหารไม่ย่อย   “ผักขี้หูด”   ไชโป้วหางหนู ถูกพบมากที่สุดในอ...

บทความยอดนิยม