ของฟรีไม่มีในโลก…
ยาดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
“อ้วนแล้วไง จะไปกลัวอะไรกับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์สูง เดี๋ยวนี้เขามียาลดคอเลสเตอรอลให้แล้ว ใครมีปัญหาคอเลสเตอรอลสูงก็กินยาลดคอเลสเตอรอลไปสิ ไม่เห็นยาก“
ต้องมีคนที่คิดอย่างนี้อยู่ในโลกโดยไม่ต้องสงสัย
กินยาน่ะไม่ยากหรอกครับ แต่ว่าถ้าต้องกินไปนานๆ นี่มันจะดีกับร่างกายด้วยหรือเปล่า อันนี้ต้องคิดให้ดีๆ เพราะการใช้ยาอะไรก็ตาม ล้วนเป็นการรักษาที่ปลายเหตุทั้งนั้น
อย่าถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยก็จริงครับแต่ยาทุกตัวล้วนมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรกินในระยะสั้นๆ กินให้หาย หายแล้วก็เลิกกิน เช่น ปวดหัวกินยาแก้ปวด เจ็บคอก็กินยาฆ่าเชื้อแบบนี้ไม่เป็นไร ตัวหมอเองก็สั่งยาให้คนไข้ที่มีอาการไม่สบายเหล่านี้กินอยู่บ้าง ถ้าอาการสมควร เพราะถึงจะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ก็เป็นยาที่ให้ไปกินแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้ให้กินต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
แต่ถ้าเป็นยาที่ต้องกินแบบถาวรแล้วก็… อย่าคิดว่าไม่มีอะไรต้องแลก ไม่มีอะไรต้องเสีย ขอให้รู้ไว้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย
การกินยาก็เช่นเดียวกันครับ ต่อให้คุณใช้สิทธิ์ได้รับยามากินฟรีๆ แต่คุณก็ต้องจ่ายคืนในทางอื่น และทางนั้นก็คือการจ่ายคืนด้วยสุขภาพของคุณเองเสียด้วย
โดยเฉพาะยารักษาโรคเรื้อรังที่ฮิตที่สุดในบ้านเราตอนนี้ เช่น ยาลดเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยากลุ่มนี้ในเมืองนอกมีอัตราการใช้ยาลดลงเรื่อยๆ และปรับเปลี่ยนไปใช้การปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองแทนที่ (Lifestyle modification) เนื่องจากพบปัญหาว่ายิ่งจ่ายให้ ยาก็ยิ่งงอก กล่าวคือ มาคราวนี้เอาไปครึ่งเม็ด 3 เม็ด 4 เมตร...ทำให้ได้ข้อสรุปว่าอย่าไม่สามารถทำให้โรคเหล่านี้หายขาดได้จริง ถ้ายาทำให้โรคหายไปจริง คนจะต้องหยุดกินยาแต่นี่มีแต่จะต้องเพิ่ม เพราะฉะนั้นการที่ใครกินยาพวกนี้แล้วคิดว่า ไขมัน ความดัน น้ำตาล จะดีขึ้น ล้วนเป็นการหลอกตัวเอง ส่วนใหญ่พอได้ยาไปกินครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็มักถูกเพิ่มยาอีกทั้งนั้น (เพราะไม่ได้ปรับพฤติกรรมของตัวเองร่วมด้วย) แล้วอย่างที่บอกครับว่าขึ้นชื่อว่ายา อย่าคิดว่าเป็นของได้มาฟรีๆ ไม่มีอะไรต้องเสีย กินยาลดไขมันเยอะตับก็อักเสบ กินยาลดความดันมากไตก็พัง ยิ่งมียาตัวอื่นๆ ที่ต้องกินร่วมกันไปอีก ร่างกายยิ่งเสื่อมไวขึ้น พอเข้าสู่ช่วงบั้นปลายอาจจะไม่ได้แย่เพราะโรค แต่จะแย่เพราะยาแทนก็เป็นได้
ดังนั้น ในประเทศที่ตระหนักได้แล้วว่าการใช้ยากับโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดต้นเหตุยังไม่ได้แก้ คนไข้ก็มีแต่จะแย่ เพราะยาที่จ่ายให้ไป เขาจึงตัดสินใจลดการจ่ายยา และหันมาช่วยคนไข้ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทน
ฉะนั้นเราจะแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม
- กลุ่มที่ป่วยเป็นโรคแล้วรับการรักษาด้วยยาอยู่
กรณีท่านต้องปรึกษาแนวทางการปรับยาพร้อมปรับตัวเองโดยมีแพทย์ผู้รักษาดูแลใกล้ชิด เพราะกรณีป่วยแล้ว อย่ามีส่วนช่วยในการรักษาชีวิตอยู่มาก การหยุดยาเลยอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หมอไม่แนะนำนะครับ
ป.ล. ในประเด็นที่หมอกล่าวมา ขอขยายความนะครับว่าหมอพยายามจะช่วยผู้ที่ยังไม่ป่วย หรือมีโอกาสป่วยในอนาคต ให้รีบกลับมารักและดูแลร่างกายของคุณก่อนจะเจ็บป่วยไป แต่ในกรณีของผู้ที่ป่วยไปแล้ว มีโรคประจำตัวที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค ไม่แนะนำให้หยุดยาใดๆทั้งสิ้น! นะครับ เพราะอย่างที่บอก ยามีประโยชน์สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยแล้ว และช่วยรักษาชีวิตให้อยู่ต่อไป ฉะนั้น ผู้ที่เจ็บป่วยมีโรคประจำตัว ถ้าจะเริ่มกลับมาดูแลร่างกาย ไม่แนะนำให้ลดหรือหยุดยา สมควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ประจำตัวก่อนทุกครั้งครับ… ด้วยความปรารถนาดีครับ
2. กลุ่มคนที่ยังแข็งแรงอยู่ แต่ต้องการที่จะให้ร่างกายที่เรารักนี้ ยังคงแข็งแรงต่อไปในอนาคต หรือมีประสบการณ์มีคนเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) เหล่านี้ในครอบครัว และไม่อยากให้ตัวเองหรือคนที่รักต้องเจ็บป่วยทรมานในอนาคต ตามมาฟังวิธีการป้องกันดูแลตัวเองกันครับ
หลักการก็คือต้องรู้เท่าทันโรค เนื่องจากทุกอย่างที่เราเป็นมักมีต้นเหตุเสมอ โรคเรื้อรังอย่างเบาหวานไขมัน ความดัน ก็เช่นกัน ถ้าต้นเหตุเป็นเพราะไม่ออกกำลังกาย คุณก็ต้องไปออกกำลังกาย ต้นเหตุคือความเครียด คุณก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทำตัวเองให้เครียดน้อยลง ต้นเหตุคือตามใจปากมากเกินไป ปาร์ตี้ โต๊ะจีน เลี้ยงฉลองต่างๆไม่เคยขาด กินมาก กินจุ กินดึก กินแต่ของมันๆ คุณก็ต้องหยุดนิสัยการกินแบบนี้แล้วไปปรับนิสัยการกินใหม่ให้ถูกต้อง… ทั้งหมดนี้คือการแก้ที่ต้นเหตุ ต้นเหตุคือที่ตัวเองก็ต้องปรับที่ตัวเองก่อน หากทำได้ ไขมัน ความดัน ทุกอย่างที่ไม่ดีก็จะลดลงไปเอง โดยไม่ต้องเอายามารักษาที่ปลายเหตุ
ยกเว้นบางกรณี ที่คนไข้อาจมีปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนมากกว่าคนทั่วไป เช่น คนไข้ได้ให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีมาก กินทุกอย่างดีหมด กินอาหารครบ 5 หมู่ กินผักผลไม้เยอะ ไม่กินของมัน ออกกำลังกายมาก แต่ไขมันก็ยังสูงปรี๊ด ออกกำลังกายมากขึ้น ไขมันก็ยังขึ้นอยู่ อย่างนี้ก็ต้องไปดูว่าเป็นเพราะพันธุกรรมหรือเปล่า หรือการเผาผลาญผิดปกติหรือไม่ กรณีนี้แพทย์จะเข้ามาช่วยประเมินการเผาผลาญของคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญจากไทรอยด์ การเผาผลาญในตับและตับอ่อน ว่ายังมีประสิทธิภาพดีอยู่หรือเปล่า หากเห็นท่าไม่ค่อยดี สมควรให้ยาหรือให้การรักษาด้วยวิธีใด ก็ว่ากันไปเป็นรายบุคคล โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่โชคดีที่ร่างกายไม่ได้มีปัญหาซับซ้อนขนาดนั้น เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกิน-การอยู่ให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องหันไปพึ่งยาให้ร่างกายต้องบอกช้ำยิ่งไปกว่าเก่าแล้วครับ